วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

วิธีต้มยาจีน

วิธีต้มยาจีน
ยา 1 ห่อ (1 ชุด) ทุกขนาน ถ้าบอกว่าให้ต้ม 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ก็ให้เก็บน้ำยาที่ต้มได้ตามกำหนดนั้นเอามารวมกัน แบ่งรับประทานวันละ 2 หรือ 3 ครั้ง ตามกำหนดให้รับประทาน ทั้งนี้เพื่อให้สรรพคุณของยาที่รับประทานมีคุณภาพเท่าเสมอกัน  และยาจีนต้องรับประทานในขณะที่ยาร้อนอุ่นๆ อยู่


ยาที่ใช้สำหรับรักษาโรค ที่ผู้คนเป็นจำนวนมาก เช่น
1. ยารักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง
มีอาการบวมตามหน้า ตามร่างกาย หน้าท้องมาก ต้องใช้
1. ลูกเดือย หนัก 4 บาท
2. ถั่วขาว หนัก 4 บาท
เติมน้ำ 3 ชามข้าวต้มขนาดกลาง เคี่ยวให้งวดเหลือน้ำยาครึ่งชาม ให้คนไข้รับประทานครั้งเดียวให้หมด วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร เช้า-เย็น ยา 1 ชุดต้มได้เพียง 2 ครั้ง
หลังจากใช้ยารักษาโรคไตของจีนโบราณประมาณ 1 ชั่วโมง น้ำยาจะไปกระตุ้นให้ไตขับน้ำออกจากร่างกายทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว อาการบวมตามร่างกายจะยุบลงอย่างรวดเร็วภายใน 1 ถึง 2 วันเท่านั้น
2. ยารักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง และโรคเก๊า (โรคปวดตามข้อ)
1. ซีทอย 4 สลึง
2. แซกูปั้ง 7 สลึง
3. จูเหล็ง 3 สลึง
4. กื้อแบ๊ะ 4 สลึง
5. ง่วนเซียม 3 สลึง
6. เล่งกุด 4 สลึง
7. ปิดไถ่ 4 สลึง
ต้มยา 1 ห่อ น้ำ 2 ถ้วย ให้เหลือน้ำยา 1 ถ้วย (ยา 1 ห่อต้มได้ 2 ครั้ง)ถ้าไม่มีอาการบวมต้มได้ 3 ครั้ง รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที เช้า-เย็น และก่อนนอน
อาการคนไข้ไตอักเสบเรื้อรัง จะปรากฎความดันโลหิตสูงขึ้น จำนวนไข่ขาวในปัสสาวะลดลง อาการบวมอาจลดลง คนไข้จะมีอาการปวดศีรษะ หายใจสั้น หัวใจสั่น มีโรคหลอดโลหิตแดงแข็งหรืออุดตัน ในที่สุดคนไข้จะเกิดหัวใจวาย อาการปัสสาวะเป็นพิษ และถึงแก่กรรมในที่สุด
ยาขนานนี้รักษาโรคเก๊าได้ผลดี เพราะยาจะเปลี่ยนสภาพกรดยูริคในร่างกายให้เป็นด่าง แล้วกระตุ้นให้ไตขับถ่ายสิ่งโสโครกออกจากร่างกาย (คือขับพิษออก)
(ยารักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง และรักษาโรคเก๊าขนานนี้ เคยใช้ แนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวมากรายรักษาหายจากโรคมาแล้ว จำนวนมากราย)

3. ยารักษาโรคลำไส้ หรือกระเพาะอาหารอักเสบ
1. เล่าสิ่งชั้ก 3 สลึง
2. ซังตุ้ก 3 สลึง
3. แปะเจีย 3 สลึง
4. ส่วยพ้วย 1 สลึงครึ่ง
5. แปะเทาอง 3 สลึง
6. ชวงเกาผ้ก 1 สลึงครึ่ง
7. เซียเตา 4 สลึง
ต้มยา 1 ห่อ น้ำ 2 ถ้วย ให้เหลือน้ำยา 1 ถ้วย (ยา 1 ห่อต้มได้ 2 ครั้ง) รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที เช้า-เย็น วันละ 2 เวลา ครั้งละ 1 ถ้วย ขณะที่ยากำลังร้อนอุ่นๆ อยู่
อาการป่วยของคนไข้ เมื่อหลังจากรับประทานอาหาร มีอาการอืดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียนและปวดเสียดยอดอก กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน คนไข้จะมีอาการท้องร่วง ปวดท้อง เจ็บบริเวณหน้าท้อง อุจจาระมีมูกหรืออาจมีโลหิตเจือปน มีไข้เล็กน้อย ถ่ายบ่อย ปวดเบ่ง ลำไส้อักเสบเรื้อรัง คนไข้อาจมีอาการท้องผูกถ่ายไม่ออก และต่อมามีอาการท้องร่วงสลับกัน ปวดท้องอย่างรุนแรง เบื่ออาหาร กดเจ็บบริเวณหน้าท้อง เรอบ่อยๆ
(ยาขนานนี้ เคยใช้แนะนำให้ผู้เป็นโรคดังกล่าวรักษาหายจากโรคมาแล้ว จำนวนมากราย)

4. ยารักษาโรคนิ่วในไต หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ อย่างแรง-เรื้อรัง
1. อึงแปะ 1 สลึง
2. ตี่บ้อ 4 สลึง
3. อัวงูขั้ก 2 สลึง
4. ขื้อแบะ 4 สลึง
5. เชียเจ้ย 3 สลึง
6. ไขว่งูชิด 3 สลึง
7. ตังพวย 3 สลึง
8. เจ็กเสีย 3 สลึง
8. ตือเหล็ง 3 สลึง
ต้มยา 1 ห่อ น้ำ 2 ถ้วย ให้เหลือน้ำยา ๑1ถ้วย (ยา 1 ห่อต้มได้ ๒2ครั้ง) รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที เช้า-เย็น วันละ 2 เวลา ครั้งละ 1 ถ้วย ขณะที่ยากำลังร้อนอุ่นๆ อยู่
ยาขนานนี้รับประทานติดต่อกัน 1 ถึง 4 วัน (ยา 4 ห่อ) แล้วพักไป 3 ถึง 4 วัน แล้วรับประทานยาขนานนี้อีก 4 วัน (4ห่อ) ติดต่อกันเหมือนครั้งแรก ก้อนนิ่วในไตหรือในกระเพาะปัสสาวะจะละลายออกมากับน้ำปัสสาวะจนหมด
5. ยารักษาโรคตับอักเสบ เนื่องจากพิษสุรา
1. เซ็กตี้ 4 สลึง
2. ฮวยซัว 4 สลึง
3. จ้อเน็ก 2 สลึง
4. ตังพ้วย 2 สลึง
5. เจ็กเซีย 3 สลึง
6. แปะฮก 4 สลึง
7. เชียเจ้ย 3 สลึง
8. เล่งกุด 4 สลึง
9. ตื้อเหล็ง 2 สลึง
10. ปิดไถ่ 2 สลึง
11. ขื้อแบะ 4 สลึง
12. จี้กู้ 3 สลึง
ต้มยา 1 ห่อ น้ำ 2 ถ้วย ให้เหลือน้ำยา 1 ถ้วย (ยา 1 ห่อต้มได้ ๒2ครั้ง) รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที เช้า-เย็น วันละ 2 เวลา ครั้งละ 1 ถ้วย ขณะที่ยากำลังร้อนอุ่นๆ อยู่
อาการป่วยของคนไข้ มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ มีไข้ ตับอักเสบ มีอาการท้องร่วง ปวดท้อง ท้องบวม จับแล้วรู้สึกเจ็บหน้าท้อง ม้ามโต และมีอาการดีซ่านแทรกซ้อน

และยาอีกชนิดนึงที่นำเสนอไปนั้น ส่วนใหญ่คนจีนจะชอบคิดว่าตนเองจะต้องอายุยืนเหมือน
การเคารพฮ้องเต้ในสมัยก่อน " ของทรงพระเจริญ อายุยืนหมื่นๆปี " เป็นยาที่คนจีนสมัยก่อน
จะแก่งแย่งกันเพื่อความเป็นอมตะ แต่ในหลักความเป็นจริงแล้วนั้น ความเป็นอมตะไม่มีอยู่จริง
และในทางศาสนาพุทธไม่มีความเชื่อนี้อยู่ ฉะนั้นยาอายุวัฒนะ ไม่มีอยู่จริงแต่เป็นความเชื่อ
ของคนจีนในสมัยโบราณ

6. ยาอายุวัฒนะ ยาจีนโบราณ (เจียงไคเช็ก)
1. อิ่มเอี้ยคัก 1 ตำลึง
2. เก๋ากี้สือ 1 ตำลึง
3. เสกตี่ 1 ตำลึง
4. ง้วนเน็ก 2 ตำลึง
5. ปักโหงวปี่ 5 หุน
ยาอายุวัฒนะจีนโบราณขนานนี้ บำรุงร่างกายให้สดชื่นแข็งแรง สำหรับผู้มีอายุ รักษาโรคปวดเอวและร่างกาย ทำให้บุคลิกเป็นหนุ่มกว่าอายุจริงหลายปี เป็นยาอายุวัฒนะด้วย ผู้ชายหย่อนสมรรถภาพทางเพศ กินประจำจะฟื้นคืนดีขึ้นแข็งแรงเช่นเดิม กระชุ่มกระชวยอยู่เสมอ
วิธีใช้ ยา 1 ห่อ (1 ชุด) ดองสุราขาวจีน หรือสุราแม่โขงก็ได้ 2 ขวดใหญ่ ดองไว้ 15 วัน รับประทานก่อนอาหารค่ำหรือก่อนนอน วันละ 1 ครั้งๆละประมาณ 1 เป๊กหรือกว่าเล็กน้อย
ถ้ารับประทานสุราไม่ได้ จะทำเป็นยาเม็ดกลอนบดผงผสมน้ำผึ้งรวง ให้ร้านขายยาจีนทำให้ (เขาเรียกว่า เอียะอี้) ทำเม็ดโตขนาดพริกไทยหรือโตกว่าเล็กน้อยรับประทานครั้งละ 20 ถึง 30 เม็ด ยานี้ผู้หญิงก็รับประทานได้

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

13 สมุนไพรจีนรักษาโรค

13 สมุนไพรจีนรักษาโรค

              วิสุทธิ์ บริณายตานนท์ เถ้าแก่รุ่น 2 ร้านโอสถ ย่ง ซิว ตึ๊ง ไท้เชียง ร้านขายยาจีนโบราณย่านเยาวราช ที่เปิดขายมาประมาณ 80 ปี เปิดเผยว่า สมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาของจีนนั้นมีจำนวนมากมาย ตั้งแต่สมุนไพรจีนที่นิยมใช้มาประกอบอาหารไปจนสมุนไพรจีนหายากที่มีฤทธิ์เป็นยา ซึ่งในการนำสมุนไพรจีนมาใช้นั้น จำเป็นจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์แผนจีน หรือร้านขายยาสมุนไพรจีนที่มีความชำนาญ เพราะสมุนไพรจีนเพื่อรักษาโรค มักจะต้องใช้ส่วนผสมเป็นสมุนไพรหลายตัว จำนวนมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของแต่ละคนด้วย

       สำหรับสมุนไพรจีนขจัดพิษหรือล้างพิษของจีนนั้น ก็มีสรรพคุณรักษาตั้งแต่พิษน้อยๆ อย่างพิษร้อน พิษเย็น ไปจนถึงสมุนไพรที่ช่วยป้องกันมะเร็ง รักษาโรคความดันโลหิต หัวใจ เบาหวาน ฯลฯ

       สำหรับพิษร้อนเช่น ร้อนใน เป็นไข้ ไอ มีเสมหะ มีสมุนไพรที่รู้จักกันดีหลายตัว ที่นิยมใช้กันได้แก่ ดอกเก็กฮวย,หล่อฮั้งก้วย,ซัวเซียม,เหง็กเต็ก และชะเอม(กำเช่า)


       ‘ดอกเก็กฮวย’นั้น ทั้งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนมักนิยมนำมาทำชา มีสรรพคุณเป็นยาช่วยขับลม รักษาอาการปากแห้ง ร้อนใน นัยน์ตาแห้ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิดรวมทั้ง สามารถปรับสมดุลและลดความดันโลหิตในร่างกาย



       ‘หล่อฮั้งก้วย’ มีลักษณะเป็นลูกกลม ชนิดผลใหญ่ ผลกลม เนื้อแน่น เขย่าไม่มีเสียง เปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล จะถือว่ามีคุณภาพดี มีรสหวานเป็นพิเศษ มีฤทธิ์เย็น สรรพคุณทางยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับเสมหะ อีกทั้งยังรักษาโรคไอกรน ท้องผูก โรคหลอดลมอักเสบ หืด หอบ ได้อีกด้วย




       ‘ซัวเซียม’ หรือ ปักซัวเซียม มีรสหวานอมขมเล็กน้อย มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย สรรพคุณรักษาอาการไอ ไอเป็นเลือด เจ็บคอ กระหายน้ำ บำรุงกระเพาะอาหาร (ห้ามผู้มีอาการไอเพราะความเย็นรับประทาน)

       ‘เหง็กเต็ก’ หรือไผ่หยก มีลักษณะเป็นไม้ล้มลุก มีใบคล้ายใบไผ่ ปลูกมากที่เหอหนาน เจียงซู เหลียวหนิง และซินซาว มณฑลเจ้อเจียงที่ถือว่ามีคุณภาพดีที่สุด สรรพคุณลดความดันโลหิต กระตุ้นหัวใจ ดับร้อนใน และขับปัสสาวะ

       ‘ชะเอม’ หรือ กำเช่า ใช้ส่วนราก มีรสหวานมีฤทธิ์ปานกลาง สรรพคุณ แก้ร้อนใน แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ไอ รักษาใจสั่น โรคลมชัก แก้อาหารเป็นพิษ มีสาร Glycyrrhizin สามารถดูดซับสารพิษ และจับสารพิษเพื่อขับออกทางตับ อีกทั้งสามารถถอนพิษจากยาฆ่าแมลงได้ด้วย

       
‘สมุนไพรร้อน’ขจัดเย็น

       ขณะที่ร่างกายหากมีความเย็นมากเกินไป (หยาง) ก็สามารถใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนขจัดได้ ที่นิยมและมีชื่อเสียงมากได้แก่ ตังกุย และโสมเกาหลี

       ‘ตังกุย’ มีรสหวานเผ็ด มีฤทธิ์ร้อนเล็กน้อย มักใช้เป็นยาบำรุงเลือด ปรับการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปกติ แก้อาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามาก อาการท้องผูก อีกทั้งมีฤทธิ์กระตุ้นและระงับการทำงานของมดลูกด้วย




       ‘โสมเกาหลี’ มีชื่อเสียงมากในหมู่คนนิยมรับประทานโสม และในหมู่การแพทย์แผนจีนโดยเฉพาะโสมแดง สรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเลือด เสริมสมรรถภาพทางเพศ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ ตัน (หากมีไข้และท้องผูกไม่ควรรับประทาน)

‘กาฝากต้นหม่อน’ เพิ่มเม็ดเลือดขาว

       สำหรับโรคต่างๆ นั้น หากเป็นโรคความดันจากไขมัน สมุนไพรที่รักษาได้ดีคือ ‘ซัวจา’ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งกินได้ทั้งสดและแห้ง มีรสเปรี้ยวหวาน ฤทธิ์อ่อน มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ขับพยาธิ ท้องร่วง กระตุ้นให้มดลูกเข้าอู่หลังคลอดบุตร ลดความดันโลหิต และลดคลอเรสเตอรอลในเลือด

       นอกจากนี้ยังมี ‘กาฝากต้นหม่อน’ หรือ เช่าเก็ง เป็นยาบำรุงเลือด รักษาโรคหัวใจ ความดัน ไขข้อรูมาติค ที่มีคุณภาพดีมาจากมณฑลกวางสี มีรสขมหวาน ฤทธิ์ปานกลาง เป็นยาบำรุงไต มีฤทธิขับปัสสาวะ ต้านแบคทีเรีย และสามารถเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ด้วย

       
5 สมุนไพรจีนป้องกันมะเร็ง

       ส่วนสมุนไพรจีนใช้รักษาโรคมะเร็งเด่นๆ คือ แปะฮวยจั่วจิเช่า หรือ หมากดิบน้ำค้าง พั้วกีไน้ โสม และเห็ดหอม

       ‘แปะฮวยจั่วจิเช่า’ เป็นพืชจำพวกหญ้า มีรสเผ็ดขมนิดๆ ฤทธิ์เย็นไม่มีพิษ สรรพคุณดับร้อนใน ดับพิษ ทำให้เลือดและลำไส้เย็น ลำไส้อักเสป ไทฟอยด์ ไอเพราะปอดร้อน ปวดฟัน และป้องกันมะเร็งได้ (ผู้ที่ธาตุไฟอ่อนห้ามรับประทาน)

       ‘พั๊วกีไน้’ เป็นยาขับถ่าย ถอนพิษ แก้มะเร็ง โดยคนเป็นมะเร็งสามารถนำมาต้มกินแทนน้ำ กระหายน้ำได้

       ‘โสม’ มีอีกสรรพคุณคือมีสารบางอย่างที่สามารถกำจัดและทำลายพืช รวมไปถึงสิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้เซลล์เจริญเติบโตผิดปกติได้ มีฤทธิ์ป้องกันโรคมะเร็ง และยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ส่วนมากมักนำโสมมาใช้ในผู้ป่วยที่เข้ารักษาด้วยวิธีการเคมีบำบัด อีกทั้งเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย (ควรรับประทานขณะท้องว่าง)




       ‘เห็ดหลินจือ’ หรือ เหล่งจูโกว มีรสหวาน ฤทธิ์ปานกลาง บำรุงแก้อาการอ่อนเพลีย ขับเสมหะ หอบหืด นอนไม่หลับ รักษาโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ป้องกันโรคตับอักเสบจากการขับสารพิษออกจากร่างกาย และป้องกันมะเร็ง



       ‘เห็ดหอม’ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งรัฐเซาท์แคโรไรนา ประเทศสหรัฐอเมริกาและสถาบันมะเร็งแห่งชาติประเทศญี่ปุ่น รายงานว่า เห็ดหอมจะช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้ดีเยี่ยม และเห็ดหอมยังมีสารเลนติแนน และสารริทาดินีน ต้านเซลล์มะเร็งได้ด้วย โดยเฉพาะมะเร็งในลำไส้และมะเร็งในกระเพาะอาหาร


       อย่างไรก็ดีในการรับประทานยาจีนที่ถูกต้อง ควรมีการต้มตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป(อยู่ที่ตัวยามากหรือน้อย) และควรรับประทานก่อนอาหาร โดยการต้มด้วยหม้อดินและภาชนะเคลือบจะให้ผลดีมากกว่าภาชนะแสตนเลส ทั้งนี้การรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อรักษาโรค จำเป็นต้องให้แพทย์แผนจีนเป็นคนวินิจฉัยตามสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน หรือต้องได้รับคำแนะนำจากร้านยาสมุนไพรจีนโดยเฉพาะ

      

 

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

ประวัติความเป็นมาของสมุนไพรจีน


~"สมุนไพรยาจีน"~


        ยาจีนเป็นสารประกอบประเภทยาที่ใช้ในการป้องกัน วินิจฉัยและรักษาโรค ของแพทย์แผนโบราณจีน ที่สำคัญมาจากสมุนไพรธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยาแปรรูป ซึ่งรวมทั้งยาที่มาจากพืช ยาที่มาจากสัตว์ ยาที่มาจากแร่ธาตุและผลิตภัณฑ์ยาที่ได้จากสารเคมีบางส่วนกับยาที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิตเป็นต้น  การคิดค้นและการประยุกษ์ใช้ยาจีนในประเทศจีน มีประวัติมานานหลายพันปีแล้ว แต่คำว่า”ยาจีน”เป็นคำที่เกิดขึ้นในภายหลังค่อนข้างมาก  หลังจากการแพทย์แผนตะวันตกเผยแพร่เข้าสู่จีนแล้ว  เพื่อแยกการแพทย์สองประเภทออกจากกัน จึงได้มีคำว่า”ยาจีน”เกิดขึ้น
ประวัติย่อของยาจีน
      ในประวัติศาสตร์จีน มีนิทานพื้นเมืองเล่าว่า
”นายเสินหนงรองกินสมุนไพรร้อยชนิด ... วันหนึ่งถูกพิษถึง 70 ชนิด” สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการที่ยากลำบากในการแสวงหาและค้นพบยาสมุนไพร ซึ่งเป็นการสะสมประสบการณ์ในการต่อสู้กับธรรมชาติและโรคภัยใข้เจ็บของชาวจีนโบราณ และก็แสดงให้เห็นว่า ยาจีนได้มากจากการใช้แรงงานที่แท้จริง
      ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย ซาง โจว(ประมาณปลายศตวรรษที่ 22 ก่อนคริสต์ศักราช--ปี256ก่อนคริสต์ศักราช) จีนก็มีเหล้ายาและน้ำยาเกิดขึ้นแล้ว  “คัมภีร์ซือจิง”ของราชวงศ์ซีโจว(ประมาณศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสต์ศักราช --ปี771ก่อนคริสต์ศักราช)เป็นหนังสือที่มีบันทึก เกี่ยวกับยาฉบับเก่าแก่ที่สุดที่จีนรักษาไว้ในปัจจุบัน ส่วน“คัมภีร์เน่ยจิง” ซึ่งเป็นตำราแพทย์แผนจีนเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เสนอทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับการรักษาเช่น”ให้อุ่นตัวผู้หนาวเย็น และให้ผู้ร้อนตัวเย็นลง” “อู่เว่ยสั่วรู่(ความสัมพันธ์ระหว่างรสชาติทั้ง 5 คือเปรี้ยว เผ็ด ขม เค็ม หวานกับอวัยวะทั้ง 5 ในร่างกายคือตับ ปอด หัวใจ ตับ ม้าม)”และ”การบำรุงและระบายอวัยวะทั้ง 5 ”เป็นต้น ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานทางกทฤษฎีให้กับยาจีน
      “คัมภีร์สมุนไพรเสินหนง”ของราชวงศ์ฉินและฮั่น(ปี 221 ก่อนคริสต์ศักราช-ปีค.ศ.220)เป็นตำราเภสัชวิทยาเก่าแก่ที่สุดที่จีนมีอยู่ในปัจจุบัน  ได้รวบรวมและสรุปข้อมูลทางเภสัชวิทยา จากนายแพทย์จำนวนมาก  หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกยา 365 ชนิด ซึ่งยังใช้ในการรักษาพยาบาลในปัจจุบัน  หนังสือเล่มนี้เป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า เภสัชวิทยายาจีนได้ก่อรูปขึ้นในขั้นต้นแล้ว
      สมัยราชวงศ์ถึง(ปีค.ศ.618-ค.ศ.907) เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง มีส่วนส่งเสริมการพัฒนาของยาจีน รัฐบาลถังได้บรรลุความสำเร็จในการเรียบเรียง”ถังเปิ่นฉ่าว”ซึ่งเป็นตำรายาสมุนไพรฉบับแรกในโลก หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกตัวยาไว้ 850 ชนิด และได้เพิ่มภาพวาดของยาชนิดต่างๆไว้ด้วย นับว่าได้ปรับปรุงยาสมุนไพรจีนให้มีความเป็นวิทนาศาสตร์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
      เมื่อถึงราชวงศ์หมิง(ปีค.ศ.1368-ค.ศ.1644) นายหลี่ สือเจิน นักเภสัชศาสตร์ได้ใช้เวลา 27 ปีในการแต่ง
”โครงร่างและรายละเอียดของตำรายาสมุนไพร”(เปิ่น ฉ่าว กาง มู่)
ที่ได้บันทึกตัวยาไว้ 1,892 ชนิด ถือเป็นตำราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติยาสมุนไพรของจีน
      นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาขึ้นเมื่อปีค.ศ.1949 เป็นต้นมา
จีนได้ดำเนินงานวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับยาจีนในหลายด้าน ซึ่งรวมทั้งพฤกษศาสตร์  วิชาวิเคราะห์จำแนก วิชาเคมี เภสัชศาสตร์ และแพทยศาสตร์ในด้านการรักษาพยาบาลเป็นต้น ได้เสนอรากฐานทางวิทยาศาสตร์ให้กับการกำหนดแหล่งที่มาของ
ยา การพิสูจน์จำแนกยาสมุนไพร ตลอดจนการอธิบายสรรพคุญของตัวยา  บนพื้นฐานการสำรวจแหล่งที่มาของยาสมุนไพรทั่วประเทศ ปีค.ศ.1961 ได้มีการเรียบเรียงหนังสือเรื่อง”อักขรานุกรมยาจีน” ฉบับทั่วประเทศและฉบับท้องถิ่นขึ้น และปีค.ศ.1977 ได้ตีพิมพ์จำหน่าย”พจนานุกรมยาจีน”ซึ่งได้บันทึกตัวยาจีนไว้มากถึง 5,767 ชนิด พร้อมกันนี้ หนังสือคู่มือเกี่ยวกับยาจีน บทประพันธ์ด้านยาจีนในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ และหนังสือพิมพ์ นิตยาสารที่เกี่ยวข้องกับยาจีนมากมายหลายอย่างก็ปรากฎขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้มีการก่อตั้งองค์กรวิจัย ศึกษา สอนและผลิตเกี่ยวกับยาจีนต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทรัพยากรยาจีน
      จีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีภูมิประเทศสลับซับซ้อน และมีหลายฤดูกาล ทำให้จีนมีภาวะนิเวศที่แตกต่างกันหลายแบบซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับการเติบโตของยาสมุนไพรที่มีมากมายหลายชนิด ปัจจุบัน จีนได้ลบุกเบิกและใช้ยาสมุนไพรกว่า 8,000 ชนิด ในนี้มี 600 กว่าชนิดเป็นยาที่นิยมใช้กัน ไม่ว่าชนิดหรือปริมาณ ต่างก็จัดอยู่ในอันดับแรกของโลก  ยาจีนนอกจากจะสอดคล้องกับความต้องการ ภายในประเทศแล้ว ปัจจุบัน ยาจีนยังได้ส่งออกไปยัง 80 กว่าประเทศและเขตแคว้นมีชื่อเสียงอย่างมากในโลก
การประยุกต์ใช้ยาจีน
      การใช้ยาจีนมีประวัติมายาวนาน และก็มีบทบาทสำคัญยิ่ง
ต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของประชาชาติจีน จนถึงปัจจุบัน ยาจีนก็ยังมีฐานะสำคัญในการรักษาดูแลสุขภาพของประชาชน  ทฤษฎีและประสบการณ์ในการใช้ยาสมุนไพรจีนนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมจีน  ยาจีนส่วนใหญ่ได้มาจากยาธรรมชาติ  มีผลข้างเคียงน้อย และยาชนิดหนึ่งจะรวมสารหลายชนิด นำไปใช้ในการรักษาโรคได้หลายอย่าง  และยาจีนมักจะใช้ยาหลายชนิดผสมเข้าด้วยกัน ด้วยการผสมยาที่สมเหตุสมผล ทำให้สามารถใช้รักษาโรคที่รักษายากและให้ได้ผลมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถลดผลข้างเคียงให้น้อยลงด้วย
      การประยุกต์ใช้ยาจีนถือทฤษฎีแพทย์แผนโบราณจีนเป็นพื้นฐาน และถือผลที่ได้มาจากการรักษาโรคด้วยยาชนิดต่างๆเป็นหลักฐาน  ผลการรักษาด้วยยาจีนกำหนดโดยสรรพคุณหรือลักษณะของตัวยา   สรรพคุณของยาจีนที่สำคัญมีลมปราณ(ชี่) 4 และกลิ่น 5 (หนาว ร้อน อุ่น เย็นและเปรี้ยว ขม หวาน เผ็ดเค็ม) การเพิ่มขึ้นลดลง การลอยสู่ผิวการจมลงลึก การคืนพลังและความเป็นพิษ  เพื่อใช้ยาจีนอย่างมีผลและปลอดภัย ต้องเข้าใจรับรู้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการผสม ข้อต้องห้าม ปริมาณที่ใช้ วิธีรับประทานและการปรับยาของยาจีน การผสมยาคือการเลือกใช้ยาหลายชนิด ผสมเข้าด้วยกันตามสภาวะโรคและสรรพคุณของยาที่แตกต่างกัน  ข้อต้องห้ามคือ ข้อต้องห้ามในด้านการผสมยา ข้อต้องห้ามในช่วงตั้งครรภ์ ข้อต้องห้ามในอาหารการกินและข้อต้องห้ามเกี่ยวกับอาการโรค ผริมาณที่ใช้คือบริมาณของตัวยาที่ใช้ในการรักษาพยาบาล ซึ่งรวมทั้ง ยาชนิดเดียวและบริมาณของยาสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่รับประทานต่อวัน
และก็รวมทั้งสัดส่วนของยาชนิดต่างๆในยาแต่ละชุด
วิวัฒนการของยาจีน
ทิศทางแห่งการวิจัยยาจีนในอนาคตคือ การผลิตยาจีน ในขณะเดียวที่สืบทอดประสบการณ์การผลิตที่มีมาแต่ดั้งเดิม ก็จะต้องลงแรงในการคัดเลือกพันธ์ที่ดี เช่นงานวิจัยทางด้านการ ใช้รังสีไอโซโทป(isotope)ในการเพาะพันธ์และวิศวกรรมชีวภาพเป็นต้น เพิ่มการนำเข้าและเพาะปลูกสมุนไพรชนิดที่มีความต้องการทางบริมาณมาก เช่นชะเอม หวางฉินและไฉหูเป็นต้น ตลอดจนยาสมุนไพรป่านำเข้ากว่า 20 ชนิด
โดยเฉพาะงานวิจัยเพื่อป้องกันเมล็ดพันธุเสื่อมถอยและเสริมงานสำรวจและบุกเบิกพัฒนาแหล่งทรัพยากรใหม่


http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter13/chapter130301.htm